Sherlock Holmes: A Game of Shadows การกลับมาของยอดนักสืบมาดเซอร์
เท่าที่ผมสังเกตเห็น ส่วนใหญ่หนังภาคต่อหลายต่อหลายเรื่องมักจะทำออกมาด้อยกว่าภาคแรก แต่ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่จะทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก
Sherlock Holmes: A Game of Shadows เชอร์ล็อค โฮล์มส์ : เกมพญายมเงามรณะ ผลงานภาคต่อของกาย ริทชี ซึ่งจัดว่าเป็นหนังส่วนน้อย ที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก โดยภาคนี้ คีแรน และมิเชล มัลโรนีย์ สองผู้เขียนบทก็นำศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาตี้ คู่ปรับตัวฉกาจมาประลองปัญญา ชิงไหวชิงพริบกับพระเอกยอดนักสืบแบบเต็มตัว หลังจากที่เคยเปิดตัวนิดๆ แบบไม่เห็นหน้าค่าตาในช่วงกลางและท้ายภาคแรก
นอกเหนือจาก Sherlock Holmes ภาคแรก (2552) อดีตหวานใจของมาดอนนา ก็ยังฝากผลงานผ่านแผ่นฟิล์มไว้อีกสามเรื่อง คือ Snatch ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย (2543) Revolver เกมปล้นโกง (2549) และRock n Rolla ร็อคแอนด์โรลล่า หักเหลี่ยมแก๊งค์ชนแก๊งค์ (2552) อีกด้วย
การผูกโยงเรื่องราวของยอดนักสืบมาดเซอร์ในภาคนี้ ดูจะโดดเด่นกว่าภาคแรกเลยทีเดียว และประเด็นสำคัญก็ยังเปลี่ยนไปจากเดิม จากภาคแรกเน้นตรรกะ หาเหตุผลคลี่คลายคดีเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากภาคนี้ ที่เน้นการหักเหลี่ยมเฉีอนคมระหว่างโฮล์มส์และมอริอาตีกันจนถึงหยดสุดท้ายเลยล่ะ

Sherlock Holmes: A Game of Shadows ถูกนำไปผูกโยงกับความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางระหว่างประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับเยอรมัน (สมัยนั้นน่าจะเป็นราชอาณาจักรปรัสเซีย ก่อนรวมชาติเยอรมัน) ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายไม่ทราบฝ่ายก็ลอบวางระเบิดปลิดชีพผู้นำระดับสูงของฝรั่งเศสและเยอรมัน จนทั้งสองประเทศก็ “ฮึ่ม ฮั่มๆ” แทบจะเปิดศึกกันอยู่รอมร่อ

แต่ทว่า…. เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดก็อยู่ในสายตาของเชอร์ล็อก โฮล์มส (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ตลอดมา แน่นอน…. ผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ (จาเรด แฮร์ริส) หัวหน้าอาชญากรในคราบนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลทุกวงการ ทั้งในและต่างประเทศ บนดินและใต้ดิน โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้าย แต่โฮล์มส์ไม่สามารถหาหลักฐานมัดตัวได้ เพราะทุกครั้งอาชญากรคนนี้มักจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้สาวไปถึงตัวได้นั่นเอง
จนกระทั่ง โฮล์มส์บังเอิญพบกับซิม (นูมิ เรเพซ) หมอดูไพ่ยิปซีต่างถิ่น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง ในขณะที่มือสังหารของมอริอาตี้กำลังลงมือฆ่าตัดตอน และโฮล์มสก็สามารถช่วยชีวิตได้อย่างหวุดหวิด
ทางด้านหมอวัตสัน (จู๊ด ลอว์) ก็แต่งงานกับแมรี (เคลลี่ รีลลี่ย์) และคิดจะล้างมือจากวงการนักสืบ แต่ทว่า…. ในระหว่างเดินทางไปฮันนีมูน ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ก็ส่งมือสังหารไล่ล่า หมายจะกำจัดเสี้ยนหนามเสียให้สิ้นซาก แต่โฮล์มส์ก็มาช่วยเหลือได้ทันการณ์ ทั้งโฮล์มส์ หมอวัตสันและซิมจึงเดินทางข้ามประเทศจากอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหยุดยั้งแผนการร้าย ซึ่งสามารถสั่นสะเทือนยุโรปทั้งทวีปได้เลยทีเดียวเชียว
แต่ศาสตราจารย์จอมเจ้าเลห์ก็มักจะเหนือกว่าโฮล์มส์และพวกอยู่ 1 ก้าวเสมอ….
เนื้อหาของ Sherlock Holmes: A Game of Shadows ค่อนข้างกระชับเอามากๆ และซับซ้อนมากกว่าภาคแรก แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกงงเสียทีเดียว แถมยังคงความสนุก ตื่นเต้นจากการชิงไหว ชิงพริบระหว่างโฮล์มส์กับมอริอาตีอยู่เป็นระยะๆ แถมยังมีแทรกมุขตลกอยู่นิดๆ พอให้เรียกเสียงฮาเล็กๆ กันอีกด้วย

หากมองในแง่มุมวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวบทSherlock Holmes: A Game of Shadows สามารถจับประเด็น “ทฤษฎีตัวแสดง” (actor) มาใช้ได้อย่างลงตัว โดยแทรกบทบาทตัวแสดง “รัฐ” “บรรษัทข้ามชาติ” ซึ่งมีจอมวายร้ายเป็นเจ้าของ และ “ปัจเจกชน” อย่างกลมกลืนยิ่งนัก ถึงแม้จะเน้นไปที่ปัจเจกชนก็เถอะ
ส่วน “องค์การระหว่างประเทศ” ที่เรามักจะเห็นว่ามีบทบาทกันอย่างดาษดื่นในปัจจุบัน ก็หาได้มีบทบาทในหนังเรื่องนี้ จะว่าไปแล้วในช่วงนั้นยังไม่มีตัวตนเป็นรูปเป็นร่าง แต่ละประเทศจึงมักจะก่อสงครามกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะบนแผ่นดินยุโรป ซึ่งดูวุ่นวายมากที่สุด
ฉากในช่วงจุดไคล์แมกซ์ของเรื่อง ก็ยิ่งสอดคล้องกับทฤษฎีนี้เอามากๆ ตรงที่เป็นฉากเผชิญหน้ากันตรงๆ ระหว่างคู่ปรับทั้งสอง โดยฉากโฮล์มส์กับมอริอาตีนั่งเล่นหมากรุกฆ่าเวลา ซึ่งเบี้ย ขุนแต่ละตัวที่ทั้งสองเดินเกมบนกระดาน ก็สื่อถึงพรรคพวกของทั้งสองที่กำลังดำเนินการตามแผน ช่วงชิงความได้เปรียบเหนืออีกฝ่าย ในอีกฉาก ซึ่งตัดสลับกันเป็นระยะๆ นั่นเอง
สำหรับตัวละครโฮล์มส์กับหมอวัตสันก็ยังคงรักษามาตรฐานจากภาคแรกไว้ได้ดี หมอวัตสันก็ยังคงเป็นลูกไล่ของโฮล์มสเหมือนเดิม บางฉากก็พาให้รู้สึกว่าทั้งสองคู่หูเป็นคู่รักกันด้วยซ้ำ แต่ตัวละครที่น่าสนใจจริงๆ ก็คือ ศาสตราจารย์มอริอาตี ซึ่งบทบาทก็ดูขับเคี่ยวกับพระเอกทันกันแบบช็อตต่อช็อต ออกจะข่มอยู่นิดๆ ด้วยซ้ำ สำหรับจาเรด แฮร์ริส (จากLady in the Water และ The Curious Case of Benjamin Button) มารับบทนี้ก็เล่นร้ายได้ใจดีจริงๆ
ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนว่าริทชีตั้งใจล้อตอนลาโรง (His Last Bow) ฉบับนิยายอยู่นิดๆ ซึ่งในฉบับนั้น เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ตั้งใจเขียนแบบส่งๆ ตัดจบเรื่องให้โฮล์มส์ตายไปดื้อๆ แต่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ภาคนี้กลับมีทิ้งท้ายต่อจากบันทึกของหมอวัตสัน เหมือนมีนัยยะบ่งบอกว่าจะมีภาคต่อตามมาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม จากที่เคยหวั่นๆ ว่าคงไม่แคล้วต้องถูกอาถรรพ์หนังภาคต่อเล่นงานเป็นแน่แท้ หลังจากดูแล้ว ก็รู้สึกว่า…. ทุกส่วนของSherlock Holmes: A Game of Shadows ทำออกมาได้ดีเกินคาด
ถ้าจะให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ควรจะดูเป็นภาคซาวด์แทร็กครับ เพราะตัวละคร โดยเฉพาะโฮล์มส์จะพูดรัวและเร็วมากๆ หากเป็นพากษ์ไทย ซึ่งมักจะพากษ์แทบทุกตัวอักษร ซึ่งสำเนียงพูดดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับที่ผมเคยบอกไว้ในบทวิจารณ์ภาคแรกนั่นแหละครับ
ดินสอ 2B
———–



























ล่าสุด