LifePicture

ภาพชีวิต

  • Movies
  • Presents
  • Gadgets
  • เกี่ยวกับ

เชอร์ล็อกโฮล์มส์ 2

By thatree on December 30, 2011

Sherlock Holmes: A Game of Shadows การกลับมาของยอดนักสืบมาดเซอร์

เท่าที่ผมสังเกตเห็น ส่วนใหญ่หนังภาคต่อหลายต่อหลายเรื่องมักจะทำออกมาด้อยกว่าภาคแรก แต่ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่จะทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก

Sherlock Holmes: A Game of Shadows เชอร์ล็อค โฮล์มส์ : เกมพญายมเงามรณะ ผลงานภาคต่อของกาย ริทชี ซึ่งจัดว่าเป็นหนังส่วนน้อย ที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก โดยภาคนี้ คีแรน และมิเชล มัลโรนีย์ สองผู้เขียนบทก็นำศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาตี้ คู่ปรับตัวฉกาจมาประลองปัญญา ชิงไหวชิงพริบกับพระเอกยอดนักสืบแบบเต็มตัว หลังจากที่เคยเปิดตัวนิดๆ แบบไม่เห็นหน้าค่าตาในช่วงกลางและท้ายภาคแรก

 

นอกเหนือจาก Sherlock Holmes ภาคแรก (2552) อดีตหวานใจของมาดอนนา ก็ยังฝากผลงานผ่านแผ่นฟิล์มไว้อีกสามเรื่อง คือ Snatch ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย (2543) Revolver เกมปล้นโกง (2549) และRock n Rolla ร็อคแอนด์โรลล่า หักเหลี่ยมแก๊งค์ชนแก๊งค์ (2552) อีกด้วย

การผูกโยงเรื่องราวของยอดนักสืบมาดเซอร์ในภาคนี้ ดูจะโดดเด่นกว่าภาคแรกเลยทีเดียว และประเด็นสำคัญก็ยังเปลี่ยนไปจากเดิม จากภาคแรกเน้นตรรกะ หาเหตุผลคลี่คลายคดีเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากภาคนี้ ที่เน้นการหักเหลี่ยมเฉีอนคมระหว่างโฮล์มส์และมอริอาตีกันจนถึงหยดสุดท้ายเลยล่ะ

Sherlock Holmes: A Game of Shadows ถูกนำไปผูกโยงกับความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางระหว่างประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับเยอรมัน (สมัยนั้นน่าจะเป็นราชอาณาจักรปรัสเซีย ก่อนรวมชาติเยอรมัน) ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายไม่ทราบฝ่ายก็ลอบวางระเบิดปลิดชีพผู้นำระดับสูงของฝรั่งเศสและเยอรมัน จนทั้งสองประเทศก็ “ฮึ่ม ฮั่มๆ” แทบจะเปิดศึกกันอยู่รอมร่อ

แต่ทว่า…. เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดก็อยู่ในสายตาของเชอร์ล็อก โฮล์มส (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ตลอดมา แน่นอน…. ผู้ต้องสงสัยย่อมเป็นศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ (จาเรด แฮร์ริส) หัวหน้าอาชญากรในคราบนักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลทุกวงการ ทั้งในและต่างประเทศ บนดินและใต้ดิน โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้าย แต่โฮล์มส์ไม่สามารถหาหลักฐานมัดตัวได้ เพราะทุกครั้งอาชญากรคนนี้มักจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ให้สาวไปถึงตัวได้นั่นเอง

        จนกระทั่ง โฮล์มส์บังเอิญพบกับซิม (นูมิ เรเพซ) หมอดูไพ่ยิปซีต่างถิ่น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง ในขณะที่มือสังหารของมอริอาตี้กำลังลงมือฆ่าตัดตอน และโฮล์มสก็สามารถช่วยชีวิตได้อย่างหวุดหวิด

ทางด้านหมอวัตสัน (จู๊ด ลอว์) ก็แต่งงานกับแมรี (เคลลี่ รีลลี่ย์) และคิดจะล้างมือจากวงการนักสืบ แต่ทว่า…. ในระหว่างเดินทางไปฮันนีมูน ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ก็ส่งมือสังหารไล่ล่า หมายจะกำจัดเสี้ยนหนามเสียให้สิ้นซาก แต่โฮล์มส์ก็มาช่วยเหลือได้ทันการณ์ ทั้งโฮล์มส์ หมอวัตสันและซิมจึงเดินทางข้ามประเทศจากอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหยุดยั้งแผนการร้าย ซึ่งสามารถสั่นสะเทือนยุโรปทั้งทวีปได้เลยทีเดียวเชียว

แต่ศาสตราจารย์จอมเจ้าเลห์ก็มักจะเหนือกว่าโฮล์มส์และพวกอยู่ 1 ก้าวเสมอ….

เนื้อหาของ Sherlock Holmes: A Game of Shadows ค่อนข้างกระชับเอามากๆ และซับซ้อนมากกว่าภาคแรก แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกงงเสียทีเดียว แถมยังคงความสนุก ตื่นเต้นจากการชิงไหว ชิงพริบระหว่างโฮล์มส์กับมอริอาตีอยู่เป็นระยะๆ แถมยังมีแทรกมุขตลกอยู่นิดๆ พอให้เรียกเสียงฮาเล็กๆ กันอีกด้วย

 

หากมองในแง่มุมวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวบทSherlock Holmes: A Game of Shadows สามารถจับประเด็น “ทฤษฎีตัวแสดง” (actor) มาใช้ได้อย่างลงตัว โดยแทรกบทบาทตัวแสดง “รัฐ” “บรรษัทข้ามชาติ” ซึ่งมีจอมวายร้ายเป็นเจ้าของ และ “ปัจเจกชน” อย่างกลมกลืนยิ่งนัก ถึงแม้จะเน้นไปที่ปัจเจกชนก็เถอะ

ส่วน “องค์การระหว่างประเทศ” ที่เรามักจะเห็นว่ามีบทบาทกันอย่างดาษดื่นในปัจจุบัน ก็หาได้มีบทบาทในหนังเรื่องนี้ จะว่าไปแล้วในช่วงนั้นยังไม่มีตัวตนเป็นรูปเป็นร่าง แต่ละประเทศจึงมักจะก่อสงครามกันอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะบนแผ่นดินยุโรป ซึ่งดูวุ่นวายมากที่สุด

ฉากในช่วงจุดไคล์แมกซ์ของเรื่อง ก็ยิ่งสอดคล้องกับทฤษฎีนี้เอามากๆ ตรงที่เป็นฉากเผชิญหน้ากันตรงๆ ระหว่างคู่ปรับทั้งสอง โดยฉากโฮล์มส์กับมอริอาตีนั่งเล่นหมากรุกฆ่าเวลา ซึ่งเบี้ย ขุนแต่ละตัวที่ทั้งสองเดินเกมบนกระดาน ก็สื่อถึงพรรคพวกของทั้งสองที่กำลังดำเนินการตามแผน ช่วงชิงความได้เปรียบเหนืออีกฝ่าย ในอีกฉาก ซึ่งตัดสลับกันเป็นระยะๆ นั่นเอง

    สำหรับตัวละครโฮล์มส์กับหมอวัตสันก็ยังคงรักษามาตรฐานจากภาคแรกไว้ได้ดี หมอวัตสันก็ยังคงเป็นลูกไล่ของโฮล์มสเหมือนเดิม บางฉากก็พาให้รู้สึกว่าทั้งสองคู่หูเป็นคู่รักกันด้วยซ้ำ แต่ตัวละครที่น่าสนใจจริงๆ ก็คือ ศาสตราจารย์มอริอาตี ซึ่งบทบาทก็ดูขับเคี่ยวกับพระเอกทันกันแบบช็อตต่อช็อต ออกจะข่มอยู่นิดๆ ด้วยซ้ำ สำหรับจาเรด แฮร์ริส (จากLady in the Water และ The Curious Case of Benjamin Button) มารับบทนี้ก็เล่นร้ายได้ใจดีจริงๆ

ในตอนท้ายเรื่องดูเหมือนว่าริทชีตั้งใจล้อตอนลาโรง (His Last Bow) ฉบับนิยายอยู่นิดๆ ซึ่งในฉบับนั้น เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ตั้งใจเขียนแบบส่งๆ ตัดจบเรื่องให้โฮล์มส์ตายไปดื้อๆ แต่เชอร์ล็อก โฮล์มส์ภาคนี้กลับมีทิ้งท้ายต่อจากบันทึกของหมอวัตสัน เหมือนมีนัยยะบ่งบอกว่าจะมีภาคต่อตามมาอย่างแน่นอน

        อย่างไรก็ตาม จากที่เคยหวั่นๆ ว่าคงไม่แคล้วต้องถูกอาถรรพ์หนังภาคต่อเล่นงานเป็นแน่แท้ หลังจากดูแล้ว ก็รู้สึกว่า…. ทุกส่วนของSherlock Holmes: A Game of Shadows ทำออกมาได้ดีเกินคาด

ถ้าจะให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ควรจะดูเป็นภาคซาวด์แทร็กครับ เพราะตัวละคร โดยเฉพาะโฮล์มส์จะพูดรัวและเร็วมากๆ หากเป็นพากษ์ไทย ซึ่งมักจะพากษ์แทบทุกตัวอักษร ซึ่งสำเนียงพูดดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับที่ผมเคยบอกไว้ในบทวิจารณ์ภาคแรกนั่นแหละครับ

 

ดินสอ 2B

———–

Posted in Movies | Tagged กาย ริชชี่, คู่หูนักสืบ, นักสืบไอรอนแมน, นางเอกต้นฉบับ the girl with the dragon tattoo, หนังหนังสืบ, หนังเอามัน, หนังแอ็คชั่น | Leave a response

Immortals เทพเจ้าธนูอมตะ

By thatree on December 19, 2011

     Immortals สงครามทวยเทพกรีกในกลิ่นอายตำนานนอร์ส


  ช่วงหลังๆ มานี่ มักจะมีหนังแนวอิงตำนานเทพเจ้ากรีกเข้าฉายค่อนข้างบ่อย แต่เท่าที่ผ่านตา ส่วนใหญ่ก็ไม่หนีไปจากต้นฉบับเดิมเท่าใหร่นักหรอก ถึงแม้ว่าจะใส่สเปเชียลเอฟเฟคกันแบบเต็มสตรีมก็ตาม

แต่กับ Immortals เทพเจ้าธนูอมตะ กลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเดิม เท่าที่ดู ทั้งพล็อตเรื่อง ฉากแอ็คชั่นและอารมณ์ กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายสงคราม Ragnakok ในตำนานสแกนดิเนเวียน เพียงแต่นำชื่อเทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปัส (The Olympians) มาเป็นตัวละครหลักเท่านั้นเอง

แถมเทพองค์หนึ่งตามท้องเรื่องก็ยังใช้ฆ้อนเป็นอาวุธ เฉกเช่นเดียวกับธอร์ เทพเจ้าแห่งสายฟ้าในตำนานนอร์ส ซึ่งตามตำนานเทพปกรณัมกรีก ก็หาได้มีเทพองค์ใดใช้ฆ้อนเป็นอาวุธอย่างแน่นอน

ผมจึงต้องชี้แจงเอาไว้ก่อน เพราะคิดว่า ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเข้าใจรายละเอียดตรงส่วนนี้คลาดเคลื่อนมากเลยล่ะ

อีกอย่างผลงานกำกับชิ้นที่สองของทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับเมดอินดินแดนภารตะ ซึ่งเคยฝากผลงานผ่านแผ่นฟิล์มจากเรื่อง The Cell เหยื่อเงียบอำมหิต (2543) ก็ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอาย 300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก (2550) จนแทบจะแยกกันไม่ออก ทั้งการแต่งกายของตัวละคร บรรยากาศของฉากแตะละฉาก ฉากแอ็คชั่น ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดทุกหยาดหยด ทุกลิ่มเลือด นั่นก็เพราะทีมงานและทีมวิชวลเอฟเฟค ต่างก็พากันยกโขยงหกโมงเช้ามาจากหนังเรื่องนี้นั่นเอง

แน่นอน… ทีมงานชุดนี้ย่อมรับประกันความโหด ดิบ เถื่อน ซึ่ง Immortals ก็อุดมไปด้วยฉากโหดร้ายทารุณ และการทรมาณเชลยศึกแบบเข้าขั้นซาดิสม์ (เล็กๆ) ในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับหนังแนวโรคจิตที่เราเห็นกันอย่างดาษดื่น แต่ก็เพียงพอที่ผู้ไม่ชอบดูฉากรุนแรงถึงขั้นรับไม่ได้เลยทีเดียว

อีกอย่าง…. ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะอุดมไปด้วยภาพกราฟิก ทั้งฉากและตัวละคร โดยเฉพาะฉากดูอลังการในระดับหนึ่ง มองแล้วเนียนตา แต่ก็กลมกลืนเข้ากับตัวละครมากเลยล่ะ

จะว่าไปแล้ว พล็อตเรื่อง Immortals ดูไม่โดดเด่นนัก ออกจะหลวมๆ ด้วยซ้ำ โดยตัวหนังเริ่มต้นฉากแรกด้วยการดึงฉากก่อนถึงจุดไคลแมกซ์ ซึ่งเป็นฉากปลดปล่อยเหล่าไททัน ออกจากที่คุมขังทาร์ทารัส (Tartarus) จากนั้นตัวหนังก็เล่าย้อนกลับไปถึงความทะเยอทะยานของไฮพีเรียน (มิคกี้ รู้ค จาก Iron Man 2) กษัตริย์ผู้บ้าอำนาจ ไร้ซึ่งศรัทธาต่อเทพเจ้า และหมายจะขึ้นมามีอำนาจครอบครองโลก แทนที่เหล่าทวยเทพแห่งโอลิมปัส

กษัตริย์องค์นี้ยาตราทัพพลิกแผ่นดินทั่วแว่นแคว้น เข่นฆ่าประชาชนบนแว่นแคว้นต่างๆ เพียงเพื่อท้าทายอำนาจเทพเจ้า และออกตามล่าเทพพยากรณ์ อันเป็นกุญแจสำคัญที่สามารถค้นหาธนูแห่งเอพิรุส  ศาสตราวิเศษ เพื่อปลดปล่อยฝูงไททันออกมาเปิดศึกกับเหล่าทวยเทพ

ด้วยกฏที่ตั้งขึ้น ซึ่งเหล่าทวยเทพห้ามยุ่งเกี่ยว หรือใช้อิทธิฤทธิช่วยเหลือมนุษย์โดยตรง มหาเทพซีอุส (ลุค อีแวนส์) จึงแปลงกายเป็นอาจารย์ (จอห์น เฮิร์ท จาก Hellboy II: The Golden Army) สอนวิชาการต่อสู้ให้กับเธซีอุส (เฮนรี่ คาวิลล์) เตรียมรับศึกไฮพีเรียน ซึ่งเป็นผู้สังหารแม่ของตนเอง และเขาก็ออกเดินทาง ทำให้พบกับเฟรดา (ฟรีด้า ปินโต้ จาก Rise of the Planet of the Apes) เทพพยากรณ์สาว ซึ่งนิมิตเห็นเธซีอุส เป็นกุญแจสำคัญที่สามารถหยุดยั้งหายนะอันเกิดจากน้ำมือของไฮพีเรียน

เท่าที่สังเกตดู ตัวละครที่มีคาแร็กเตอร์เหมือนกับตำนานกรีกจริงๆ ก็มีเพียงแค่ฝ่ายมนุษย์เท่านั้นแหละ แต่ก็คงต้องยกเว้นชุดรบของไฮพีเรียน ซึ่งเหมือนกับหลุดออกมาจากการ์ตูนเรื่อง เบอร์เซิร์ก (Berserk) ของอาจารย์เคนทาโร่ มิอุระมากกว่านะ แต่ทว่า…. การ์ตูนเรื่องนี้ต่างก็มีรากฐานมาจากตำนานนอร์สอีกนั่นแหละ

ส่วนทางฟากเหล่าทวยเทพ คาแร็กเตอร์นี่ก็ยิ่งออกแนวคล้ายๆ กับThor เทพเจ้าสายฟ้า ซึ่งเพิ่งจะลาโรงไปเมื่อกลางปี แถมยังตายได้แบบเฉกเช่นเดียวกับเทพในตำนานนอร์สอีกต่างหาก และยิ่งฝูงไททันตามท้องเรื่อง ก็ยิ่งทำให้นึกถึงเหล่ายักษ์น้ำแข็งในเรื่องนั้นขึ้นมาในทันใด เพราะลักษณะไททันกับยักษ์น้ำแข็ง ก็แทบจะเป็นตัวเดียวกันซะอย่างนั้น

บางฉากของเรื่องก็แฝงนัยยะสำคัญ ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับความเชื่อของชาวกรีกโบราณและชาวอารยัน อย่างเช่น ฉากรูปปั้นวัวถูกกองไฟลนใต้ท้อง ซึ่งมีให้เห็นกันดาษดื่นเป็นระยะๆ อันบ่งบอกถึงการต่อต้านเทพเจ้าของไฮพีเรียนแบบเข้าขั้น “แค้นฝังหุ่น” เพราะวัวนั้นถือเป็นสัตว์สำคัญ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นพาหนะของเทพเจ้า แถมฉากนี้ก็ยังเป็นจุดหักมุมก่อนเข้าสู่จุดไคลแมกซ์อีกด้วย

โดยรวมแล้ว Immortals ก็ดูลงตัวแทบทุกส่วน…. ถ้าเราไม่ยึดติดกับของเดิมๆ เราก็จะได้รับอรรถรสมากกว่านี้อย่างแน่นอน และในตอนท้ายเรื่องก็ยังมีแอบปูพื้นนิดๆ ว่าอาจจะมีภาค 2 ตามมาอีกระลอก

        ส่วนประเด็นสำคัญจริงๆ ของ Immortals ซึ่งสื่อกับผู้ชมอย่างเราๆ ท่านๆ กันอย่างตรงไปตรงมาว่า…. ความเป็นอมตะนั้น หาใช่อยู่ที่เราไม่แก่ และไม่ตาย

 

แต่เป็น “ชื่อเสียง” จาก “ความดี” และ “ความกล้าหาญ” อันทรงคุณค่าต่างหาก ที่จะคงความเป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร

 

 

ดินสอ 2B

———–

Posted in Movies | Tagged ตำนานนอร์ส, หนังเทพ, เทพธนู, เทพเจ้าสายฟ้า, เทพโอลิมปัส, แร็คนาร็อก | Leave a response

The Thing โผล่มาเขมือบ

By thatree on November 24, 2011

The Thing หนังเอเลี่ยน…. ในรูปแบบเดิมๆ


  “กรี๊ดดด!!!”

เสียงกรีดร้องของหญิงวัยรุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าผม ทำเอาสะดุ้ง “เฮือก” เล็กๆ ขณะที่ผมก็นั่งลุ้นฉากไคล์แมกซ์ของ The Thing อย่างใจจดใจจ่ออยู่พอดี

วันที่ผมไปดูหนังเรื่องนี้ (21 พ.ย. 54) ผู้ชมค่อนข้างบางตาอยู่พอสมควร ผมเลือกที่นั่งแยกออกจากกลุ่ม ซึ่งเป็นกระจุกเล็กๆ ผมจึงรู้สึกถึงอารมณ์วังเวงเล็กๆ ซึ่งเข้ากับบรรยากาศระทึกขวัญ สั่นประสาทแทบตลอดทั้งเรื่องของหนังเรื่องนี้มากเลยล่ะ

The Thing แหวกมฤตยู อสูรใต้โลก เป็นหนังแนวไซไฟ ผสมสยองขวัญของ แมทไธจส์ ฟาน ไฮจ์นิงเก้น จูเนียร์ (Matthijs Van heijningen Jr.) ผู้กำกับชาวฮอลแลนด์ ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงภาพยนตร์ฮอลแลนด์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 โดย The Thing เป็นผลงานกำกับชิ้นที่ 3 ของเขา ซึ่งนำ The Thing (2525) เวอร์ชั่นออริจินอลของจอห์น คาร์เพนเตอร์ เจ้าพ่อหนังสยองขวัญมาสร้างใหม่นั่นเอง

แต่ก็หาใช่ว่าเขาจะเอาเนื้อเรื่องมาทั้งดุ้นเสียทีเดียว ฟาน ไฮจ์นิงเก้นนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าฉบับออริจินอลมาบอกเล่า ซึ่งยังคงรอยต่อเอาไว้ได้ดีมากเลยล่ะ

ส่วนพล็อตเรื่องก็ยังเป็นแบบเดิมๆ ถึงจะมีฉากหักมุมเล็กๆ ในตอนท้ายเรื่องให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็มิใคร่ดูโดดเด่นเท่าใดนัก เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็ยังวนเวียนอยู่แค่ตัวเอเลี่ยนไล่ล่าเหยื่อเป็นกิจวัตรนั่นแหละ

         The Thing เวอร์ชั่นล่าสุดบอกเล่าเรื่องราวของเคท ลอยด์ (แมรี่ เอลิซาเบธ วินสตีด จาก Final Destination3) นักธรณีวิทยา เดินทางมายังทวีปแอนตาร์ติกก้า เข้าร่วมทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ สำรวจยานอวกาศต่างดาว ซึ่งถูกฝังอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็ง และก็พากันขุดเจ้าเอเลี่ยนขึ้นมาจากใต้แผ่นน้ำแข็งอีกด้วย

        แต่เจ้าเอเลี่ยนก็ฟื้นขึ้นมาจากการหลับไหลมานานนับแสนปี ไล่เขมือบเหยื่อทุกรายที่ขวางหน้า ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ไหวตัวทัน และสามารถสังหารเอเลี่ยนตัวนี้ได้สำเร็จ

        แต่ทว่า…. เรื่องราวอลหม่านยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเคทค้นพบว่า เอเลี่ยนมีเซลแบบปรสิต สามารถลอกเลียนแบบเป็นมนุษย์ได้อย่างแนบเนียนยิ่งนัก และเจ้าเอเลียนตัวนี้ก็ยังแบ่งตัวแฝงอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ ค่อยๆ แอบเขมือบเหยื่อแบบเนียนๆ กันอย่างคาดไม่ถึง

        ช่วงต้นของ The Thing ค่อนข้างอืดไปนิด แต่ส่วนใหญ่ตัวหนังเดินเรื่องค่อนข้างรวบรัดมาก เต็มไปด้วยฉากหวาดเสียว และได้ลุ้นระทึกกันอย่างต่อเนื่อง ฉากเอเลี่ยนไล่ล่าเหยื่อดูสมจริง แม้ว่าจะเป็นมุขเดิมๆ ก็เถอะ แต่ก็ทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับสภาวะกดดันของตัวละครหลัก ที่จะหาทางรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉิน

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ของตัวละครแล้ว The Thing เวอร์ชั่นนี้เน้นไปที่ฉากตัวเอเลี่ยนไล่เขมือบเหยื่อมากกว่า สภาวะอารมณ์ของตัวละคร ที่ต่างก็หวาดระแวงซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของหนังเรื่องนี้ เสน่ห์ของ The Thingเวอร์ชั่นนี้ จึงลดทอนลงไปจากภาคแรกเยอะทีเดียว

แมรี่ เอลิซาเบธ วินสตีด ซึ่งรับบทเคท ลอยด์ เป็นตัวละครหลักที่เป็นตัวเดินเรื่องหลักเพียงตัวเดียว ซึ่งดูเก่ง ฉลาด และช่างสังเกตุ คล้ายๆ กับซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์ในบทริปลี่ย์ หญิงเหล็กหนึ่งเดียวผู้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดใน Alien ทั้ง 4 ภาคนั่นแหละ เพี่ยงแต่บางช่วงนางเอกตามท้องเรื่องThe Thing แอคติ้งค่อนข้างแข็งทื่อไปหน่อยนะ

        การใช้ CG ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ลดทอนเสน่ห์ของตัวหนังอยู่พอสมควร แม้จะทำให้ดูเนียนตามากขึ้นกว่าเดิมก็เถอะ แต่ก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเอเลี่ยนที่ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก  ต่างกับฉบับออริจินอล ซึ่งใช้เทคนิคหุ่นเชิด การเคลื่อนไหวของเอเลี่ยนจึงดูเป็นธรรมชาติ การออกแบบลักษณะเอเลี่ยนก็ดูแล้วชวนแหวะยิ่งกว่า ซึ่งตรงจุดนี้สามารถยกระดับความน่ากลัวขึ้นมาอีกเยอะเลยล่ะ

ถึงแม้ว่า The Thing ฉบับมหาอุทกภัยจะดูด้อยกว่าฉบับคลาสสิคแทบทุกมุมมอง แต่ภาคนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมของภาคแรกได้ดี โดยสามารถตอบโจทย์ ไขข้อข้องใจเหตุการณ์ในตัวหนังเวอร์ชั่นคลาสสิคที่อาจจะพาให้รู้สึกงงเล็กๆ อยู่บ้าง

เอาล่ะ… ถึงบรรทัดนี้แล้ว สรุปแบบง่ายๆ ก็คือ หลังจากระทึกไปกับ The Thing เวอร์ชั่นล่าสุดในโรง แล้วกลับมากระตุกขวัญกันต่อกับฉบับคลาสสิคใน You Tube จะได้อรรถรสมากขึ้นกว่าเดิมครับ

 

ดินสอ 2B


Posted in Movies | Tagged ตัวเขมือบโลก, หนังสยองขวัญ, หนังเอเลี่ยน, เอเลี่ยนบุกโลก | Leave a response

สัจธรรมภายใน อุโมงค์ผาเมือง

By thatree on September 16, 2011

     

 

“เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกประสก”

คำกล่าวของอานนทภิกขุ (มาริโอ้ เมาเร่อ) ตัวละครตามท้องเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่เพิ่งผ่านสายตา ไดอะล็อกตัวนี้ก็เหมือนเริ่มเรื่องหนังกลายๆ หลังจากที่ตัวหนังปูพื้นตัวละครตัวนี้มาได้ราวๆ 20 นาทีกว่าๆ นับว่าค่อนข้างเยิ่นเย้อเอาเรื่องเลยล่ะ

ภาพและมุมกล้องในฉากแรกๆของอุโมงค์ผาเมืองค่อนข้างละเมียด ดูเหมือนจะเน้นภาพแค่ช่วงนี้ หลังจากฉากนั้นมาภาพและมุมกล้องดูค่อนข้างธรรมดามากๆ แต่จะไปเน้นเนื้อหาแทน ที่มีตัวละครค่อยๆ เพิ่มเข้ามาในฉากหลังๆ

ก่อนเริ่มเรื่อง ท่านหม่อมน้อย ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ให้เครดิตบทละครเวทีเรื่อง ราโชมอน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (พ.ศ.2454-2538) และภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องRashomon (2493) ผลงานการกำกับของ อากิระ คุโรซาวา (พ.ศ.2453-2541) อันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรผลงานเรื่องนี้นั่นเอง

เริ่มฉากแรกหนังเรื่องนี้ก็ใช้ดนตรีที่มีเนื้อหาเชิงธรรมะ ท่วงทำนองช้าๆ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คลอไปตลอดราวๆ 5 – 10 นาที สร้างความรู้สึกหดหู่ปนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งผมคิดว่าท่านหม่อมน้อย ต้องการสื่ออารมณ์ของตัวละครที่รู้สึกหดหู่สุดๆ จนไปขอสึกกับพระอุปัชฌาย์ (ชาย ชาตโยดม) ตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ก็ถูกทัดทาน และให้ไปออกธุดงค์เพื่อสงบจิตใจที่ยังว้าวุ่น

พระอานนท์ออกธุดงค์ไปตามลำพัง จนพบกับชายตัดฟืน (เพทาย วงค์คำเหลา) ระหว่างทาง และเข้าไปหลบฝนในอุโมงค์ผาเมือง ซึ่งมีสัปเหร่อ (พงพัฒน์ วชิรบรรจง) ผู้อาศัยอยู่ในอุโมงค์แห่งนั้นเข้ามาร่วมวงสนทนาอีกคน โดยเป็นคนเปิดประเด็นคดีฆาตกรรมขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) กลางป่า ซึ่งพระอานนท์และชายตัดฟืนต่างก็ร่วมไปให้การเป็นพยานเมื่อวันก่อน

หนังเรื่องนี้เดินเรื่องเข้มข้นจริงๆ ตรงแก่นของเรื่อง ซึ่งอยู่ที่เรื่องเล่าจากปากพระอานนท์ เกี่ยวกับคำให้การของโจรป่าสิงห์คำ (ดอม เหตระกูล) จำเลยของคดีนี้ แม่หญิงคำแก้ว (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งคู่ยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่าตนเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึกด้วยมือของตนเองซะอย่างนั้น

ขณะที่ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้าก็มาให้การผ่านร่างทรง (รัดเกล้า อามระดิษ) ว่าตนเองเป็นฝ่ายฆ่าตัวตายเอง คำให้การของทั้งสามปากจึงไปคนละทิศ คนละทาง สร้างความมึนงงให้กับเจ้าเมือง (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) ผู้ตัดสินคดีนี้ และบรรดาสยามมุงที่มายืนล้อมวงยิ่งนัก

ตรงจุดนี้เหมือนกับท่านหม่อมน้อยยื่นโจทย์ข้อแรกว่าทำไมทั้งสามคนถึงสารภาพว่าเป็นฆาตกรเสียเอง ให้เก็บไปขบคิดในระหว่างเดินเรื่องได้อย่างแนบเนียน

การเล่าเรื่องไม่ซับซ้อนนัก ลำดับเรื่องราวแบบง่ายๆ ไม่มีฉากย้อนไป ย้อนมาให้ดูน่าเวียนศรีษะโครงเรื่องหลักตรงส่วนคำให้การ เปรียบไปแล้วก็คล้ายกับตัวเลือกสามข้อในข้อสอบแบบปรนัย ก่อนที่จะมีตัวละครตัวใดตัวหนึ่งที่อยู่ในถ้ำเองนั่นแหละ ทะลุขึ้นมากลางปล้อง โผล่ขึ้นมาเป็นตัวเลือกสุดท้ายของข้อสอบชุดนี้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ข้อแรกได้อย่างครอบคลุม แต่ก็ทิ้งประเด็นบางอย่างทิ้งท้ายไว้ตามสูตรหนังแนวนี้ แถมยังมีช็อตหักมุมก๊อกสองเล็กๆ อีกด้วย

ตัวละครเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถทำให้เนื้อเรื่องลื่นไหล นักแสดงก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ที่ผมสังเกตเห็นจริงๆ ก็ช่วงท้ายเรื่องที่อนันดาเล่นในฉากนี้ดูไม่เนียน ไม่ลื่นไหลกว่าก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน ทั้งท่าทาง สีหน้า และแววตาดูแข็งๆ ที่ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมตามคาแรกเตอร์ที่อยู่คนละมุมจากสามปากแรก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคำตอบของพยานปากสุดท้าย คาแรกเตอร์ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้าค่อนข้างแตกต่างอย่างสุดขั้วจากคาแรกเตอร์ตามคำบอกเล่าของพยานสามปากแรกมากเลยล่ะ

ด้วยความที่คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ เป็นนักแสดงนำอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไดอะล็อกของสัปเหร่อตามท้องเรื่องจึงเต็มไปด้วยคำเสียดสี ประชดประชันระหว่างที่ตัวละครอีกสองตัวเล่าเรื่องคำให้การของจำเลย ผู้เสียหาย และผู้ตายจบลงแต่ละรายอยู่เป็นระยะๆ บางประโยคก็ประชดประชันการเมืองเสียจนทำให้ผมนึกถึงตอนที่เขาขึ้นไปพูดตอนรับรางวัลนาฏราชเมื่อปีที่แล้วเลยทีเดียว

อุโมงค์ผาเมืองอุดมไปด้วยปรัชญา แง่คิด คำสอนทางศาสนาพุทธแฝงอยู่แทบทุกอณูบทสนทนาของตัวละครที่เป็นตัวเชื่อมเรื่องจากคำให้การทั้ง 3 แบบ และยังแผ่ไปถึงเพลงประกอบตอนต้นเรื่องและตอนท้ายเรื่องอีกด้วย

นอกจากข้อคิดเกี่ยวกับการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยใจที่เที่ยงธรรม โดยปราศจากอคติแล้ว อุโมงค์ผาเมืองก็ยังทิ้งท้ายข้อคิดบางอย่าง จากคำพูดของสัปเหร่อตามท้องเรื่องที่ว่า…

 

“เรื่องบางเรื่อง… ไม่จำเป็นต้องรู้… และควรจะรู้จักปล่อยวางไว้ซะบ้าง”

 

 

ดินสอ 2B

Posted in Movies | Tagged หนังหม่อมน้อย, หนังอาร์ต, หนังเลิฟซีน, หนังไทยคุณภาพ, อุโมงค์ผาเมือง | Leave a response

Review BAD MOTHER FUCKER WALLET

By thatree on August 14, 2011

 Review กระเป๋าตังค์ BAD MOTHER FUCKER

วันนี้มาแปลก คือรีวิวในสิ่งที่เหวอแหวก มันเริ่มจากฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Pulp Fiction เขย่าชีพจรเกินเดือด (1994) เขียนบทและกำกับโดย เควนติน ทาแรนติโน่ หนังเรื่องนี้มีฉากน่าจดจำหลายฉาก

แต่ฉากที่ผมจะพูดถึงคือ ฉากที่ Pumpkin (แสดงโดย ทิม ร็อธ) ปล้นร้านคอฟฟี่ชอพ และหนึ่งในเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ Jules (แสดงโดย แซมมวล แอล แจ็คสัน) เหตุการณ์กลับตาลปัตรเมื่อ Jules รุกกลับ ใช้ปืนจี้ Pumpkin แต่ Jules ไม่ได้ต้องการขัดขวางแผนการปล้นในครั้งนี้ นอกจากจะขอกระเป๋าตังค์ของเขาจาก Pumpkin คืน

และนั่นจึงเป็นฉากแรกที่คนดูจะได้เห็นกระเป๋าตังค์ของป๋ามืด ซึ่งมันน่าจดจำมาก จนเป็นที่มาของสิ่งที่ผมจะรีวิวในครั้งนี้ เพราะมันคือกระเป๋าตังค์ BAD MOTHER FUCKER

ถ้าคุณลอง search หาใน google ด้วยคำว่า BAD MOTHER FUCKER WALLET คุณจะเจอกระเป๋าสตางค์อีหรอบนี้จากหลายสำนัก ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเวบไหนทำก่อนทำหลัง เป็นเครือเดียวกันหรือไม่ เพราะกระเป๋าที่ออกมาหน้าตาก็จะคล้ายๆกัน นั่นคือก๊อปมาจากในหนัง ราคาที่ขายก็ประมาณ 20-30 เหรียญ แต่ใบที่ผมซื้อมาค่อนข้างมีหน้าตาต่างออกไปจากพวกพ้อง เพราะเป็นของก๊อปจากของก๊อปมาอีกที(ฮา) ผมซื้อมาจากพ่อค้ารายหนึ่งใน ebay เขาทำเครื่องหนังขาย เหตุผลที่ซื้อเพราะในรูปมันก็ดูดี และราคาถูกกว่าของเจ้าอื่น อีกทั้งมีบริการส่งมาไทย (ผมจ่ายทั้งค่ากระเป๋าและค่าส่งราว 480 บาท)

หลังจากรอคอยสินค้ามาถึงมือประมาณ 9 วัน ผมก็ได้เป็นเจ้าของกระเป๋าตังค์สุดกวนโอ๊ย BAD MOTHER FUCKER  แวบแรกที่เห็นตัวจริงคือ มันเบามาก และเล็กมากเมื่อเทียบกับกระเป๋าตังค์ใบเก่าของผม ความเล็กของมันอยู่ในระดับที่ว่าถ้าคุณใส่แบงค์พัน มันจะต้องมีแผลมออกมาแน่นอน ส่วนเรื่องซองใส่บัตรจิปาถะก็ทำออกมาได้ลงตัวดี คุณภาพของงานทำออกมาได้น่าพอใจ เป็นหนังที่บางและเหนียวได้ระดับ ไม่รู้ว่าเป็นหนังแท้สักกี่เปอร์เซนต์ แต่คุณจะหวังอะไรกับกระเป๋าที่สลักว่า BAD MOTHER FUCKER ล่ะ….


ข้อดี
- ด้วยความเล็กและบางกว่ากระเป๋าตังค์ทั่วไป (น่าจะเล็กกว่าของต้นฉบับด้วย) ทำให้มันยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ฟิตๆแล้วรู้สึกคล่องตัว
- รูปลักษณ์ภายนอกน่ารัก สังเกตจากผมเอาไปวางไว้ที่โต๊ะ พ่อผมเดินมาจับอย่างสนใจ แต่พอเห็นคำว่า BAD MOTHER FUCKER ก็รีบวางทันที (ฮา)

ข้อเสีย
- ดูเหมือนว่ามันจะแพ้น้ำ (ปกติกระเป๋าหนังก็แพ้น้ำอยู่แล้ว) แต่ใบนี้น่าจะแพ้เป็นพิเศษ เพราะบางและผิวไม่ได้เคลือบอะไรมากมาย ลองเอาน้ำหยดใส่เห็นเป็นดวงๆเลย

**เพิ่มเติม** ช่วงหน้าฝนที่ผ่านมาผมตากฝนโดยมีกระเป๋าใบนี้อยู่ในกางเกง ผลปรากฏว่า เละครับ แต่พอกลับถึงบ้านผมเอาพัดลมเป่าจนแห้งแล้วเอาของหนักๆทับให้แบน ตอนเช้าเอาไปตากแดด จนในที่สุดกระเป๋าก็กลับเป็นเหมือนเดิมเด๊ะ ฮาๆ
-  ใบเล็กเกินไปหรือเปล่า สำหรับผมที่ชอบยัดรูปแฟนในกระเป๋าตังค์ รู้สึกว่าไม่สะใจ

สรุป เดาว่าถ้าคุณทำกระเป๋าตังค์ใบนี้หาย หรือลืมไว้ คนที่มาเก็บถ้าเขาอ่านภาษาอังกฤษออก เขาคงไม่คิดจะช่วยเหลืออะไรคุณ ฮาๆ

Posted in Gadgets | Tagged pulp fiction wallet, review bad mother fucker wallet, review cheap wallet, กระเป๋าจาก ebay, กระเป๋าเงินราคาถูก, แนะนำกระเป๋าเงิน | Leave a response

รายการสารคดี ภาพชีวิต

By thatree on July 17, 2011

ภาพชีวิต (LifePicture) รายการสารคดีอิสระ เกี่ยวกับเรื่องน่าสนใจในโคราช

แพร่ภาพทางเคเบิลทีวี KCTV ช่อง KC1 ทุกวันเสาร์เวลา 18.00 น.

ภาพชีวิต เป็นสารคดีเรียบง่าย มีเอกลักษณ์

ภาพชีวิต ภูมิใจนำเสนอ!!


Posted in Presents | Tagged ขายงานสารคดี, คนทำสารคดีอิสระ, ชวนทำสารคดี, ช่องทางการเผยแพร่สารคดี, ซื้องานสารคดี, รับงานสารคดี, รับจ้างทำสารคดี, รับสมัครคนทำสารคดี, รายการ ภาพชีวิต, สารคดีท้องถิ่น, สารคดีทำคนเดียว, สารคดีในโคราช | 1 Response

มหาวิบัติลับสะเทือนโลก

By thatree on June 12, 2011

Super 8 ความดรามาในหนังไซไฟ

ขึ้นชื่อว่าหนังแนวไซไฟแล้ว… ส่วนใหญ่มักจะเน้นสเปเชียลเอฟเฟคสุดอลังการงานสร้าง การสร้างตัวละครสัตว์ประหลาดที่ดูแปลกตา… แถมพล็อตก็เป็นแบบบ้านๆ กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ตัวละครเอกมักจะต้องต่อสู้ หรือหนีการไล่ล่าของสัตว์ประหลาดจากต่างดาวเทือกนี้แหละ

ระยะหลังมานี้ พล็อตหนังแนวไซไฟก็พัฒนาจากเดิมไปอีกขั้น โดยเน้นที่อารมณ์ของตัวละครให้ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้น มีเหตุผลรองรับดูเป็นการเป็นงานมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จาก District 9 ยึดแผ่นดิน ล้างพันธุ์มนุษย์ (2552) ผลงานของนีลล์ บล็อมแคมป์ ที่เน้นอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ซึ่งอาศัยอยู่บนโลก และรู้สึกแปลกแยกไปจากมนุษย์ แต่ผู้กำกับท่านนี้ต้องการสื่อถึงความรู้สึกแปลกแยกของผู้อพยพบนแผ่นดินลุงแซมที่อยู่ท่ามกลางสายตาหยามเหยียดและการกีดกันของเจ้าถิ่น โดยใช้ตัวละครสัตว์ประหลาดเป็นตัวแทนนั่นเอง

สำหรับ Super 8 มหาวิบัติลับสะเทือนโลก ผลงานกำกับของ เจเจ อับรามส์ จาก Mission: Impossible III มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล 3 ( 2549) และ Star Trek สงครามพิฆาตจักรวาล (2552) ซึ่งเพิ่งผ่านตาผมมาหมาดๆ จัดเป็นหนังแนวไซไฟก็จริง แต่ผมรู้สึกว่ามีความเป็นดรามามากกว่าไซไฟเสียอีก โดยผลงานชิ้นล่าสุดของเจเจ  ส่วนใหญ่จะเน้นอารมณ์ และความรู้สึกของตัวละครทั้งเด็ก ผู้ปกครอง รวมถึงสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก

ส่วนนักแสดงนำใน Super 8 ถึงแม้จะเป็นเด็กที่ยังไม่ถึงวัยทำบัตรประชาชน แต่แอ๊คติ้งก็นับว่ากินขาดกว่านักแสดงรุ่นเก๋าบางท่าน โดยเฉพาะ โจล คอร์ทนี่ย์ ซึ่งรับบทเป็นโจ พระเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นบทที่หนักเอามากๆ แต่เขาสามารถแสดงอารมณ์ สีหน้า ท่าทางอย่างไม่มีที่ติ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 14 ปี แถมยังเป็นผลงานบนแผ่นฟิล์มเรื่องแรกของเขาซะด้วยสิ

ตัวหนังสร้างบรรยากาศย้อนยุคอย่างสมจริง… ถึงแม้  Super 8 จะไม่เน้นเอฟเฟคเหมือนกับผลงานก่อนหน้านี้ ของเจเจ แต่สามารถสร้างความระทึกได้ในระดับหนึ่ง ที่เด่นๆ ก็มีฉากรถปิกอัพพุ่งเข้ามาประสานงากับรถไฟขนตัวเอเลี่ยน กับฉากยิงถล่มเมืองแบบหูดับตับไหม้เท่านั้นเอง

สำหรับตัวเอเลี่ยนตามท้องเรื่อง… จากช่วงแรกจนถึงช่วงกลางเรื่องก็ไม่ได้โผล่มาให้เห็นเป็นตัวตนที่ชัดเจนนัก ผลุบๆ โผล่ๆ คล้าย Cloverfield   วันวิบัติอสูรกายถล่มโลก (2551) แต่ก็สามารถสร้างแรงดึงดูดให้ผู้ชมอยากรู้ตัวตน ที่มา ของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกได้อย่างต่อเนื่อง และมักจะมีบทบาทในเรื่องอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งยังเก็บรายละเอียดปรากฏการณ์บางอย่างได้ดี และกลมกลืนเข้ากับสถานการณ์ของตัวละครมากเลยล่ะ

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าชื่อ Super 8 มาจากส่วนไหนของหนังเรื่องนี้  เพราะชื่อก็พาให้จินตนาการไปไกลสุดกู่ซะเหลือเกิน แต่ชื่อนี้กลับมีที่มาจากรุ่นของกล้องที่กลุ่มเด็กๆ ตามท้องเรื่องใช้ถ่ายทำหนังสั้นเกี่ยวกับซอมบี้ และเป็นพยานวัตถุเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถระบุตัวตนของเอเลี่ยนอีกด้วย

Super 8 กล่าวถึงเรื่องราวในฤดูร้อนปี 1979 (พ.ศ2522)  เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐโอไฮโอ ซึ่งกำลังถ่ายทำหนังสั้นด้วยกล้องซูเปอร์เอท กล้องถ่ายหนังที่เป็นที่นิยมในยุค 80 แต่แล้ว….ขณะที่พวกเขากำลังถ่ายทำอยู่ที่สถานีร้างริมทางรถไฟนั้นเอง ประจวบเหมาะพอดีที่รถไฟขนส่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูง จู่ๆรถปิกอัพคันหนึ่งก็พุ่งบวกเข้าให้อย่างจัง ตู้รถไฟกระเด็นไปคนละทิศละทาง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่ท่วา… เด็กๆ ทั้งหมดกลับรอดตายราวปาฏิหารย์ซะอย่างนั้น

เหตุการณ์นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาค้นหาบางสิ่งของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งติดอาวุธมาเต็มอัตราศึก  การหายตัวไปอย่างลึกลับของผู้คนและสัตว์เลี้ยง ไฟฟ้าดับไปทั้งเมืองอยู่เป็นระยะๆ จนชาวบ้านต่างก็พากันร้องเรียน แจ็ค (ไคลี แชนด์เลอร์ จากKing Kong) ปลัดหนุ่มให้รู้สึกสงสัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งนัก แต่เขาก็หาได้รู้ว่าโจ (โจล คอร์ทนี่ย์) ลูกชายเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเด็กถ่ายหนังสั้น จะเป็นผู้รู้เบื้องลึกในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

จะว่าไปแล้ว…. ตัวหนังปูพื้นเรื่อง บอกที่มาที่ไปค่อนข้างดีพอสมควร เดินเรื่องค่อนข้างเร็วและรวบรัด ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ซับซ้อนนัก ทำให้รู้สึกว่าเป็นหนังที่ดูง่าย แต่ในความเรียบง่ายนั้น กลับมีข้อคิดลึกซึ้งแฝงอยู่ที่ผมนำมาฝากกันจากฉากหนึ่ง ซึ่งแจ๊ค ผู้พ่อตัดพ้อกับโจ เพื่อเรียกร้องความเห็นใจว่า…

“ลูกเข้าใจมั้ย!!! ว่าพ่อมีหน้าที่ดูแลคนทั้งเมืองกว่า 12,000 คน”

ประโยคนั้นทำให้โจผู้ลูกอึ้งรับประทาน แต่กลับทำให้ผมคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง ดูๆ ไปแล้วก็เข้ากับเทศกาลพอดีทีเดียวเชียว ซึ่งพ่อแม่ ผู้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขชาวบ้านหลายรายอาจจะไม่ค่อยคิดกันนักว่า….

“ถ้าลูกเพียงคนเดียว คุณยังดูแลให้ดีไม่ได้ แล้วคุณจะดูแลชาวบ้านกว่า 12,000 คนได้อย่างไร”

 

 

/ดินสอ 2B

Posted in Movies | Tagged ซูเปอร์แปด, มนุษย์ต่างดาวบุกโลก, หนังเด็กเจอสัตว์ประหลาด, เจเจ อับรามส์ | Leave a response

Thor เทพเจ้าสายฟ้า

By thatree on May 24, 2011


หากเอ่ยถึง ตำนานนอร์ส (Norse mythology) ผู้อ่านหลายท่านอาจจะตั้งคำถามในใจว่า

“มันคือตำนานอะไรกันแน่??” และ “นอร์ส คืออะไร??”

ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับตำนานเทพนิยายกรีก ซึ่งมีมาให้เสพกันไม่ได้ขาด โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วมาในรูปแบบภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Clash of The Titans สงครามมหาเทพประจัญบาน ซึ่งลงโรงเมื่อต้นปีที่แล้วนั่นเอง

จะว่าไปแล้วตำนานไวกิ้งโบราณผูกเรื่องราวได้สนุก น่าติดตามเสียยิ่งกว่านิยาย เรื่องสั้น และนิทานเล่มไหนๆ เสียอีก จนถูกนำมาสร้างเป็น แร็คนาร็อก (Raknarok) เกมออนไลน์อันโดงดังมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

ส่วนเทพเจ้าของตำนานบทนี้ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดย่อมต้องเป็น “ธอร์” เทพเจ้าแห่งสายฟ้า บุตรแห่งมหาเทพโอดิน โดยมีฆ้อนมโยลนีร์ (Mjolnir) เป็นอาวุธประจำกาย สังหารยักษ์น้ำแข็ง ซึ่งเป็นคู่อริ ชนิดฆ่าล้างโคตรมาแล้วหลายตน ส่วนหนึ่งในเรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้จึงถูกนำมาดัดแปลงเป็นการ์ตูนของค่ายมาร์เวล คอมมิค (Marvel Comics) ก่อนที่จะมาประกาศความอหังการบนแผ่นฟิล์มอยู่ ณ เวลานี้

Thor ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า เป็นหนังจากค่ายยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ (UIP) ซึ่งถือเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เคนเนธ บรานาห์ ที่ผันตัวจากนักแสดงจากบท ดร.เลส ใน Wild Wild West คู่พิทักษ์ปราบอสูรเจ้าโลก (2542) กับบท กิลเดอรอย ล็อคฮาร์ต ใน Harry Potter and the Chamber of Secrets แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับ (2545) และรับบทนายทหารเยอรมันใน Valkyrie ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก (2552)


นอกจากนี้ ผู้กำกับมือใหม่ท่านนี้ยังเคยผ่านงานผู้อำนวยการสร้างมาแล้วอย่างน้อย 13 เรื่อง อาทิเช่น Henry V จอมราชันย์ ในปี พ.ศ.2532 ได้รับรางวัล BAFTA Award for Best Direction และ European Film Award for Best Director รวมทั้ง New York Film Critics Circle Award for Best New Director และได้รับการเสนอชื่อชิง Academy Award for Best Director อีกด้วย

เหตุผลที่บรานาห์ ถูกเลือกมากำกับเรื่อง Thor เพราะความชำนาญในการใช้ภาษาสไตล์เช็คสเปียร์ (Shakespeare) ซึ่งเป็นสไตล์หลักของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ Anthony Hopkins ถูกเลือกมาเล่นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

เรื่องราวของเทพองค์นี้ทั้งในการ์ตูนและบนแผ่นฟิล์ม ย่อมแตกต่างจากตำนานของชาวไวกิ้งอย่างสิ้นเชิง ความน่าเกรงขามเยี่ยงเทพเจ้าลดลงไปจากตำนานอักโข แต่ทดแทนด้วยภาพลักษณ์ซูเปอร์ฮีโร่ เฉกเช่นเดียวกับ ไอ้แมงมุม (Spider-Man) กัปตันอเมริกา (Captain America) และไอรอนแมน (Iron Man) ตัวการ์ตูนจากค่ายเดียวกันนั่นแหละ

โดยส่วนตัวแล้ว… ผมคิดว่า ตำนานเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ฉบับออริจินอล สนุกและน่าติดตามมากกว่าเวอร์ชั่นดัดแปลงอยู่จมหูเลยล่ะ… ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ การผูกโยงเรื่องของธอร์ฉบับดัดแปลง ค่อนข้างดูประดักประเดิด ไม่เป็นธรรมชาติ และรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่นโลกทั้งเก้า โดยมีโลกของเอลฟ์และคนแคระรวมอยู่ด้วย ซึ่งตัวละครทั้งสองพวก จัดว่าเป็นตัวสร้างสีสันท้องเรื่องตำนานนอร์สอย่างดีเลยล่ะ

ตามท้องเรื่อง Thor ฉบับภาพยนตร์ ค่อนข้างจะเกริ่นนำเยิ่นเย้อไปนิด ส่วนหนึ่งก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งเราๆ ท่านๆ ไม่คุ้นเคยกับตำนานนอร์สนัก ตามท้องเรื่องฉบับจอเงินก็มีอยู่ว่า… พลพรรคยักษ์น้ำแข็งหมายจะยึดครองโลก แปรสภาพโลกทั้งใบให้เป็นน้ำแข็งเหมือนกับยุคก่อนประวัติศาสตร์

เหล่ายักษ์น้ำแข็งกำลังจะทำสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่โอดิน (แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์) มหาเทพแห่งแอสการ์ดยกกองทัพเข้ามาขัดขวาง จนกองทัพยักษ์น้ำแข็งต้องถอยร่นไปที่โยตันไฮล์ม (Jotunheim) ซึ่งเป็นถิ่นของยักษ์น้ำแข็งนั่นเอง

ต่อมาธอร์ (คริส เฮมส์เวิร์ธ) เทพแห่งสายฟ้า บุตรแห่งโอดินก็คันไม้คันมืออยากลองของ ยกพวกเทพอีก 4 องค์บุกถิ่นยักษ์น้ำแข็ง หมายจะกำจัดเสียให้สิ้นเผ่าพันธุ์ แต่กำลังของยักษ์น้ำแข็ง มีมากมายและแข็งแกร่งเกินกว่าที่เทพเพียง 5 องค์จะรับมือได้

ขณะที่สถานการณ์กำลังคับขัน ธอร์และพวกถูกศัตรูกระชับพื้นที่ บีบวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ นั้นเอง มหาเทพโอดินก็เข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที ก่อนที่เทพทั้ง 5 องค์จะถูกพวกยักษ์น้ำแข็งรุมกินโต๊ะ

“ลูกท่านเข้ามารุกรานในถิ่นของข้า…. นี่ถือว่าพวกท่านเป็นฝ่ายประกาศสงคราม…. พวกข้าจะไม่เจรจาอะไรกับพวกท่านทั้งนั้น….. และสงครามมันจะต้องเกิด…. จำเอาไว้”

หัวหน้ายักษ์น้ำแข็งคำรามอย่างดุดัน (จะว่าไปประโยคนี้ดูคุ้นๆ ชอบกลแฮะ)

มหาเทพโอดินจึงแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่สงครามระหว่างเทพกับยักษ์จะระเบิดขึ้นตามคำขู่ โดยลงโทษธอร์ตัวต้นเหตุขับไล่ลงมายังโลกมนุษย์ แถมยังริบฆ้อนวิเศษ พร้อมพลังแห่งเทพอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเทพแต่ก็หาได้มีสภาพต่างอันใดกับมนุษย์

ณ โลกมนุษย์ เจน ฟอสเตอร์ (นาตาลี พอร์ตแมน) นักวิทยาศาสตร์สาวสวย เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีอิทธิพลต่อเทพตกสวรรค์องค์นี้อย่างมากมาย ซึ่งสามารถทำให้เทพองค์นี้ใจเย็น และสุขุมรอบคอบมากขึ้น แต่ไม่วาย โลกิ (ทอม ฮิลเดิลสตัน – คนละคนกับนักฟุตบอลสโมสรท็อตแนม ฮอตสเปอร์ส) น้องชายจอมเจ้าเลห์ ก็ส่งอสูรตามมาสังหาร หมายจะกำจัดเสี้ยนหนาม เพื่อแผ้วถางทางขึ้นสู่อำนาจปกครองเหล่าทวยเทพแอสการ์ดต่อไป

นอกจากเรื่องราวจะผิดเพี้ยนไปจากตำนานแล้ว คาแร็กเตอร์ตัวละครหลายตัวก็ค่อนข้างจะแตกต่างจากตำนานไปไกลโขพอสมควรเช่นกัน โดยเฉพาะโลกิ ถึงแม้จะถูกมอบบทตัวร้ายเช่นกัน แต่ในฉบับภาพยนตร์ดูค่อนข้างเงียบขรึมไปนิด แถมบทบาทของโลกิเวอร์ชั่นนี้ดูค่อนข้างจืดชืด ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ขณะที่ในตำนานนอร์สถือว่าเป็นตัวหลักของเรื่อง ซึ่งมีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์เป็นเอกลักษณ์ และมักจะคอยป่วนก๊วนเทพตั้งแต่ต้นเรื่อง จนเป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามแร็คนาร็อกในท้ายที่สุด

ด้วยเหตุฉะนี้ ความสนุกของหนังเรื่องนี้ค่อยๆ ลดทอนลงไปจากต้นเรื่องเยอะเลยทีเดียวเชียว อีกทั้งสเปเชียลเอฟเฟค และฉากก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นกว่าหนังแนวๆ นี้ ในเรื่องอื่นๆ อีกเช่นกัน แถมการเดินเรื่องบางช่วงก็ชวนให้ง่วงหงาวหาวนอนซะอีกแน่ะ

“คร่อกกกกก….. ฟรี้”

รายนั้นน่ะเค้านั่งอยู่ข้างหลังผมเอง พี่แกก็หลับสนิท นิทราไปตั้งแต่ช่วงตัวอย่างหนังจบเรื่องเลยล่ะ จะว่าไปแล้ว การแสดงของนักแสดงดูเป็นธรรมชาติ และลื่นไหล ถึงแม้ว่าชื่อของนักแสดงส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยคุ้นหูก็เถอะ

อย่างไรก็ตาม บทบาทของเทพเจ้าซูเปอร์ฮีโร่ยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ และก็ยังมี Thor : The Adventures ตามมาติดๆ อีกไม่นานนับจากนี้

 

/ดินสอ 2B

Posted in Movies | Tagged ขุนค้อน, ตำนานนอร์ส, หนังมาร์เวล, เคนเนธ บรานาห์, เทพเจ้าสายฟ้า, เทพโอดิน, แร็คนาร็อก | Leave a response

Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK

By thatree on April 9, 2011

Review Acer Aspire One 522

ผมซื้อ netbook ตัวแรกในชีวิตแบบฟลุคๆ

ใจจริงอยากได้ smart phone คร๊าบบบ อยากได้มือถือล้ำๆเอามาเล่นเนต เล็งแอนดรอยด์ตัวสวยเริ่ด แต่เมื่อพนักงานขายให้ทดลองใช้ ผมก็ค้นพบความจริงที่ว่า ผมไม่ได้เหมาะกับการมานั่งจิ้มบนอะไรเล็กๆอย่างนั้น แค่ลองแชท app IM ผมก็กดผิดกดถูก สงสัยผมแก่แล้ว สายตาไม่ดี เล่นเนตบนมือถือแล้วฝืนจริตมาก Acer Aspire One 522 ผมเคยได้ยินเสียงเล่าอ้างมาว่ามันเจ๋งอย่างโน้นอย่างนี้ เอาวะ ลองถอยดูซักที


เป็นคลิปที่ผมทำตอนได้ Acer Aspire One 522 ในวันแรก ก็มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องรูปลักษณ์ไปพอสังเขป เอาล่ะ ต่อไปนี้ผมจะขอว่าในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานบ้าง


ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ Acer Aspire One 522 เห็นเป็นภาพชัดเจนที่สุด 522 เหมือนแรงงานเด็กเขมรแถวตลาดโรงเกลือครับ คือเป็นเยาวชนสู้ชีวิต กินน้อย ตัวน้อย และแรงน้อย(ฮา) แต่คุณลองไปยืนดูสิ เห็นตัวน้อยๆอย่างนี้แต่สู้ไม่ถอยเลยนะ งานหนักเบาทำเต็มที่ชนิดผู้ใหญ่ยังอาย ดังนั้นบางทีผมก็สงสารเด็กเขมร เอ๊ย ไอ้เจ้า 522 เหมือนกันที่ดันทะลึ่งไปใช้ให้มันทำงานเกินตัวเช่นการรันไฟล์หนัง MKV ความจุ 18 GB หรือเล่นเกม 3D โหดๆ เป็นต้น ฮาๆ 522 เก่งมาจากไหนก็ดับอนาถอ่ะ ก็อย่าลืมข้อเท็จจริงว่าเขายังเป็นเด็กอยู่

เล่นเกม

ในราคาประมาณนี้ ถ้าคุณจะเน้นเล่นเกม netbook มีภาษีเหนือกว่าพวก smart phone กับ tablet หลายขุม 522 สามารถเล่นเกมได้จริง และสมสถานะ ผมติดตั้งโปรแกรม steam เพื่อเล่นเกมที่ผมชื่นชอบได้ เกมที่สามารถปรับได้สูงสุดก็คือ Half Life 1, Warcraft 3 (Dota),เกม retro เก่าๆ และอีกหลายเกมที่สเปคไม่เกินนี้ ส่วนพวกเกม flash บน facebook  อาจเพราะรูปร่างหน้าจอที่กระทัดรัด จึงเล่นแล้วได้ฟิลมาก (แต่ผมก็ยังมีปัญหากับคีย์บอร์ดเล็กๆของมัน ในการเล่นเกมบางประเภทอยู่ดี)

ดูหนัง

ความที่ 522 เป็น APU คือมีทั้ง CPU และ GPU อยู่ด้วยกัน แล้วไอ้หนังสมัยนี้ส่วนมากที่โหลดๆมาดู mkv mp4 หรือ flash player ก็มีการใช้การ์ดจอมาช่วยประมวลผลร่วม ในการดูหนังไฟล์สกุล vcd dvd avi หรือหนังปกติทั่วไปน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ถ้าคุณดูหนัง hi def เมื่อไหร่ ไปจนถึงดูหนัง youtube ด้วยความละเอียดแบบ full hd บางครั้ง คุณจะเจอปัญหาภาพกระตุกเป็นบางจังหวะ เนื่องจากการ์ดจอใน APU ของ 522 ทำงานหนักเกินไป รันไม่ทัน ฉะนั้นถ้าจะดูหนังความละเอียดสูงๆ ก็ต้องอย่าเปิดโปรแกรมอื่นซ้อน ผมเตือนคุณแล้ว

**เพิ่มเติม** หลังจากผมลงโปรแกรม COREAVC แล้ว ทำให้สามารถดูหนัง hi def ได้อย่างลื่นไหลเหลือเชื่อ!!! ห้ามพลาดโปรแกรมนี้เด็ดขาด

ส่วนการดูหนังบน youtube หรือ flashvideo ผมขอแนะนำให้ใช้ divx plus web player จะลดแรง apu มากกว่า adobe flash player

งานทั่วไป

เนื่องจากซื้อมาในทีแรก ทางร้านไม่ได้แถม OS อะไรมา ผมเลยไปซื้อ windows 7 starter OEM (ราคา 1400 กว่าบาท) มาเพิ่มเติมเอาเอง และแถมด้วยการไปอัพ ram จากของเดิม 1 เป็น 2G ซึ่งผมขอแนะนำให้ทำตาม เพราะโดยรวมแล้วมันดีขึ้นมาก อานิสงส์ไปถึงเรื่องดูหนัง เล่นเกม ท่องเนต พิมพ์งาน แต่งภาพ แต่ด้วยความที่หน้าจอมันเล็ก ผมจึงต้องไปปรับเพิ่มขนาดการแสดงผลหน้าจอ ให้ใหญ่กว่าปกติเป็น 130% ถึงจะดูเข้าท่า (ฮาๆ ก็บอกว่าผมแก่แล้ว) 522 ทำให้ผมพิมพ์ต้นฉบับนอกสถานที่ได้

Life Style

522 มีขนาดที่กระทัดรัด อีกทั้งที่ชาร์จแบตยังเล็กพอๆกับของมือถือ ทำให้ผมจับยัดใส่ย่ามสะพายไปได้ทุกที ตัวรับสัญญาณ wifi internet และการเชื่อมต่อ lan ก็ทำได้ดีไม่ติดขัด (netbook นี่หว่า) มันอาจจะไม่โก้เก๋หรือคล่องตัวเท่า smart phone แต่ถ้าคุณเป็นคนประเภท เอาจริง แต่ไม่ถึงกับ เอาจัง (เพราะไม่งั้นคงเลือกหอบ notebook แล้ว) คุณน่าจะยอมรับมันเข้ามาในชีวิตได้

ข้อดี

  • คุ้มค่า ราคาถูก
  • ประหยัดไฟ น้ำหนักเบา พกพาง่าย
  • มีรู HDMI

 

ข้อเสีย

  • โลโก้ใหญ่เวอร์
  • ขอบจอและฝาเคลือบมัน ทำให้เป็นรอยนิ้วมือแลดูสกปรก
  • ลำโพงเสียงกาก แถมดังข้างเดียว
  • จอจืด
  • สเปคยังแรงไม่พอ (อยากให้แรงขึ้นอีกนิด)

 

สรุป

 

Acer Aspire One 522 เป็น netbook ในราคาไม่ถึง 10,000 บาท ที่จัดว่าคุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยี AMD FUSION ทำให้สเปคโดยรวมดูดีในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาสำหรับผมคือมันยังแรงไม่พอ! (ฮา) โดยเฉพาะ CPU ที่มาแบบ Dual แต่ทำงานคุ้มค่าตัว ร้อนแตะขอบตลอด (ตอนเอามาแรกๆ เสียวแม่งน็อคมาก)

อย่างไรก็ขอชมในเรื่องความเสถียรและอึดของ 522 เพราะผมซื้อมาเดือนแรกก็จัดหนักด้วยการ format windows + Ubuntu ซ้ำไปมาถึง 13 ครั้ง แถมยังเปิดเครื่องทิ้งข้ามคืนบ่อยๆ(โหลดหนังโป๊) แต่เจ้า 522 มีทีท่าไม่สะทกสะท้าน จากการดูอาการของ 522 วันแรกจนถึงปัจจุบัน ผมอยากจะบอกสั้นๆว่า

“ คุณผ่านครับ!!”

Posted in Gadgets | Tagged acer d522, netbook acer, netbook acer amd fusion, netbook apu, review 522, review acer 522, เนตบุคเอเซอร์ | 8 Responses

Rango ฮีโร่จอมลวงโลก

By thatree on March 19, 2011

ผมเสียอารมณ์กับหนังต่างประเทศพากย์ไทย

บ่อยครั้งอยู่เหมือนกัน ที่ผมรู้สึกเสียอารมณ์กับหนังต่างประเทศให้เสียงภาษาไทยอยู่หลายเรื่อง ซึ่งมักจะนำดารามาพากษ์ และท้ายสุด หนังก็ห่วยขึ้นมาทันตาเห็น ถึงแม้องค์ประกอบหลายอย่างของหนังจะออกมาดีก็เถอะ

ด้วยเหตุฉะนึ้… ผมจึงค่อนข้างรู้สึกเสียดายตังค์ขึ้นมาเล็กๆ เมื่อรู้ว่าหนังอนิเมชั่นที่ผมจะเดินเข้าไปดู มีดาราชายหญิงสามคนมาพากษ์เป็นตัวเอกเสียด้วย เอาน่ะ… ไหนๆ ตั๋วหนังก็อยู่ในมือแล้ว ก็ต้องมาพิสูจน์กันหน่อยล่ะ ว่าจะเป็นเหมือนกับเรื่องที่ผ่านมาหรือเปล่า?!? เท่านั้นเอง

Rango แรงโก้ ฮีโร่ทะเลทราย เป็นหนังอนิเมชั่นที่ภาพดูเนียนตาสุดๆ เนียนยิ่งกว่าหนังอนิเมชั่นเรื่องใดๆ ที่เคยผ่านตาผมเสียอีก ตัวละครแต่ละตัว ฉากทุกฉากทำได้สมจริงมาก การออกแบบคาแร็กเตอร์ โดยเฉพาะงูหางกระดิ่ง ก็ยิ่งดูเท่ และครีเอตสุดๆ

ส่วนตัวละครมนุษย์ ซึ่งโผล่มาในช่วงท้ายเรื่องก็ทำได้ไกล้เคียงกับคนแสดงจริงๆ แทบทุกกระเบียดนิ้ว แถมในภาคซาวน์แทรกก็ยังมีจอห์นนี่ เด็ปป์ ดาราดังมาพากษ์เป็นเจ้าแรงโก้ พระเอกตามท้องเรื่อง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะได้อารมณ์กว่ากันเยอะ

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของ กอร์ เวอร์บินสกี้ ซึ่งเคยฝากผลงานกำกับจากภาพยนตร์เรื่อง Mouse Hunt น.หนูฤทธิ์เดชป่วนโลก (2541) The Mexican เดอะ เม็กซิกัน พารักฝ่าควันปืน (2544) The Ring เดอะริง คำสาปมรณะ (2546) และที่โดดเด่นสุดๆ ก็คือเรื่อง Pirates of the Caribbean ทั้งสามภาคนั่นเอง

แถมยังมีความสำเร็จทางด้านรายได้จากผลงานที่ออกฉายทั่วโลกสูงเกินกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นใบรับประกันชั้นดีอีกต่างหาก

เอาล่ะ… กลับมาเข้าที่ผลงานอนิเมชั่นชิ้นล่าสุดของผู้กำกับท่านนี้กันต่อดีกว่า  ในช่วงต้นเรื่อง บทพูดของตัวละครเยิ่นเย้อไปหน่อย… โดยเฉพาะบทของแรงโก้พูดเหมือนลิ้นพันกัน ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์นัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแปลตามบทพูดที่เจ้าของลิขสิทธิ์ให้มาแบบทุกกระเบียดนิ้ว การพากษ์จึงดูประดักประเดิด ฝืนธรรมชาติมากเกินไป เพราะตามปกติ ส่วนใหญ่คนไทยมักจะไม่พูดรัว กระดกลิ้นแบบฝรั่งอยู่แล้ว

จะว่าไปแล้ว… บทหนังที่แปลแล้วน่าจะตัดคำพูดที่เยิ่นเย้อออกไป และขัดเกลาให้เป็นสำเนียงการพูดแบบไทยๆ ซึ่งตัวไดอะล็อกของหนังจะดูลื่นไหลมากกว่านี้จมหูเลยล่ะ

ส่วนการพากษ์ของดารานั้น ก็ไม่ได้ดูแย่เสียทีเดียว แถมยังดูมีลูกเล่นในการพากษ์สำเนียงพื้นเมืองสุพรรณ และดูเข้าขากับนักพากษ์อาชีพ แต่ผมมีข้อติติงอยู่นิด ตรงที่ชาวเมืองทั้งเมืองพูดด้วยสำเนียงปกติ กลับมีตัวตัวละครชาวเมืองเพียงตัวเดียวที่พูดสำเนียงนี้ จึงให้ความรู้สึกแปลกแยกมากไปหน่อยนะ

อีกอย่าง ผมรู้สึกขัดหูเมื่อยามที่ตัวละครร้องเพลงอย่างมาก อันที่จริง น่าจะปล่อยตัวเพลงซาวน์แทรก พร้อมซับไตเติ้ลประกอบให้เล่นไปเองมากกว่าที่จะแปลกันเองทั้งดุ้น และร้องเอง อีกทั้งจังหวะเพลงกับทำนองก็ไม่ค่อยสัมพันธ์กันนัก

สำหรับการเดินเรื่องของ Rango ออกแนวดราม่าที่ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และแฝงมุขตลกอยู่เป็นระยะๆ โดยตามท้องเรื่องกล่าวถึงเรื่องราวของแรงโก้ (ให้เสียงไทยโดยปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ) กิ้งก่าเลี้ยงสามัญประจำบ้าน ซึ่งมีโลกส่วนตัวจำกัดอยู่เพียงแค่ในตู้ปลาเท่านั้น เจ้ากิ้งก่าตัวนี้จึงได้แต่ออกอาการติงต๊องไปวันๆ


จนกระทั่งวันหนึ่ง โลกส่วนตัวของแรงโก้ก็ตกลงมาจากรถของเจ้านายที่แล่นด้วยความเร็วสูง แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้นถนน ซึ่งตัดผ่านทะเลทรายโมเฮฟอันร้อนอบอ้าว เจ้าแรงโก้จึงซัดเซพเนจรไปจนถึงเมืองดิน ซึ่งเป็นเมืองอันแสนกันดารของเหล่าสรรพสัตว์ขนาดย่อมเช่นเดียวกับเขา เมืองที่มีผู้ว่าเป็นเต่าชรา และมีวายร้ายงูหางกระดิ่ง (ให้เสียงไทยโดย นภัสกร มิตรเอม) ฝูงกระรอกหมาโจรปล้นธนาคาร กิ้งก่ากีลานักแม่นปืนและกิ้งก่าสาว (ให้เสียงไทยโดย อัฐมา ชีวนิจพันธ์) ที่ชอบพูดสำเนียงพื้นเมืองสุพรรณนั่นแหละ

เมื่อแรงโก้มาถึง ก็เที่ยวโพนทะนาว่าตนเองเป็นมือปืนตัวฉกาจ แถมดันฟลุ๊กปราบเจ้านกอินทรี ศัตรูของชาวเมืองได้ซะอย่างนั้น ผู้ว่าเต่าจึงแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอตัวใหม่ กิ้งก่าตัวกระจ้อยจึงต้องแบกรับภาระแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของชาวเมืองดินแบบงงเต๊กกันไปข้าง

ถึงแม้ว่าแรงโก้สวมหมวกนายอำเภอ แต่เขาก็หาได้ทิ้งนิสัยคุยโม้โอ้อวดสรรพคุณของตนเองเกินจริง จนเหล่าบรรดาสรรพสัตว์ต่างหลงเชื่อไปตามๆ กัน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ต้องเข้าพัวพันกับแผนการณ์ลับ ลวง พราง และผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายของผู้ว่าเต่าแก่แลพวกพ้อง แต่กิ้งก่านายอำเภอก็หาได้ยอมตามน้ำไปกับพวกเขา

และแล้ว… นายอำเภอแรงโก้ก็ไม่สามารถทนต่อแรงเสียดทาน และแตกหักกับผู้ว่าเต่าชราในที่สุด

โดยภาพรวมแล้ว… เนื้อหาของ Rango ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นหนังที่เหมาะสำหรับเด็กมากกว่า แต่ก็อย่างที่บอก จุดขายของหนังเรื่องนี้จริงๆ คือ ภาพกราฟิกที่เนียนตา สวย และกินขาดหนังอนิเมชั่นเรื่องอื่นที่เคยผ่านตาไปอักโข ตามสไตล์ของหนังสำหรับเด็ก ย่อมต้องแฝงข้อคิดอยู่ในตัว โดยผ่านการเดินเรื่องของเจ้าแรงโก้นั่นเอง

วีรบุรุษ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดความภาคภูมิใจในตนเองว่า “สามารถทำได้” ก่อนเป็นลำดับแรกสุด หาใช่ต้องรอคอยผู้อื่นมาพร้อมกับ “ม้าขาว” แต่เพียงฝ่ายเดียว

 

ดินสอ 2B

———–

Posted in Movies | Tagged กอร์ เวอร์บินสกี้, การ์ตูนกิ้งก่า, จอห์นนี่ เดปป์, อีกัวน่า, ฮีโร่จอมลวงโลก | 1 Response

Next »

เน้น

  • ดูหนังออนไลน์

ล่าสุด

  • thatree on Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK
  • first on Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK
  • thatree on Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK
  • thatree on Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK
  • StilL on Review ACER ASPIRE ONE 522-C5CKK

Copyright © 2012 LifePicture.

Powered by WordPress and Hybrid.